เศรษฐกิจและสังคม

พัฒนาการความเป็นมาของเศรษฐกิจและสังคมเมืองระยอง
จากการศึกษาประวัติศาสตร์และการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดี โดยเฉพาะการค้นพบซากเรือจมและข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ตามพื้นที่ชายฝั่ง
ของอ่าวระยอง  เป็นสิ่งที่พอกำหนดได้ว่ามีการสัญจรไปมาของการค้าขายทางทะเลในพื้นที่นี้อยู่ตลอดเวลานานมา ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 20-21
เป็นต้นมา[1] หรือในสมัยของพระเจ้าปราสาททองได้มีพ่อค้าจากประเทศตะวันตกเข้ามาตั้งสถานีการค้าในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก
รวมทั้งที่บริเวณเมืองระยองด้วย  ทำให้รัฐบาลไทยสมัยนั้นต้องส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาดูแลและจัดระบบเพื่อเก็บภาษี ทำให้มีการรวบรวมผู้คนเข้ามา
และเกิดเป็นหมู่บ้านและขยายเป็นเมือง   ในเวลาต่อมาช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (รัชกาลที่ 1-3)   ได้มีคนจีนอพยพเข้ามารับจ้างเป็นแรงงาน
และมีอาชีพเป็นพ่อค้าตลอดจนทำสวนทำไร่กันมาก ทำให้เกิดชุมชนที่เป็นย่านตลาด ย่านการค้า  การเข้ามาตั้งหลักแหล่งของคนจีน ทำให้เกิด
ปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างเมืองและหมู่บ้าน  เพราะคนจีนที่เป็นพ่อค้า  คือผู้ที่นำสินค้าจากเมืองไปแลกเปลี่ยนสินค้าทางเกษตร
กับสินค้าป่าจากชาวบ้านในถิ่นต่างๆ   ในขณะที่ชาวพื้นเมืองที่อยู่มาแต่เดิมมีอาชีพการทำประมง[2] ซึ่งมีทั้งเรือขนาดใหญ่ที่ใช้ใบเรือแจว
และเรือพายขนาดเล็ก   เป็นพาหนะที่ใช้ในการประมง   นอกจากอาชีพทำการประมงแล้วยังมีอาชีพการกสิกรรมซึ่งมีทั้งทำนา  ทำไร่  ทำสวน
และการค้าขายโดยรับซื้อของป่า เช่น น้ำมันยาง  หวาย  เถาวัลย์  ขี้ไต้  น้ำผึ้งและของป่าอื่นๆ  ตามแต่ฤดูกาลจะอำนวย  แล้วขนส่งมาขายต่อ
ที่กรุงเทพฯ หรือจังหวัดใกล้เคียง โดยใช้เรือใบเป็นพาหนะล่องเลาะเลียบชายฝั่งมา  ท่าเรือที่สำคัญของเมืองระยองในขณะนั้นคือ ท่าประดู่
ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งท่าเรือรับส่งผู้โดยสารและสินค้า นอกจากนี้พบว่าระยองอาจจะเป็นเมืองที่มีความสำคัญในการต่อเรือ  อู่ต่อเรือที่ว่านี้ตั้งอยู่ที่
ท่าแพรกมะขาม
ปัจจุบันคือบริเวณสี่แยกถนนยมจินดากับถนนหลักเมืองตัดกัน ในอดีตนั้นประเทศญี่ปุ่นเคยมาสั่งต่อเรือที่นี่ แล้วนำกลับไปใช้
ที่ญี่ปุ่น ในปัจจุบันก็ยังพบว่าอาชีพการต่อเรือ เป็นอาชีพที่สำคัญอาชีพหนึ่งของคนที่นี่ ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าเมืองระยองตั้งแต่อดีตนั้น มีบทบาท
ในฐานะของการเป็นเมืองท่าในการขนส่งสินค้า ต่อมาในสมัยที่จอมพลป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นช่วงต้นของ
สงครามเอเชียบูรพา
รัฐบาลไทยเตรียมการที่จะต่อสู้กับรัฐบาลฝรั่งเศส เพื่อป้องกันดินแดนด้านตะวันออกของประเทศ คือบริเวณจันทบุรี
และตราด จึงได้สร้างถนนสุขุมวิทขึ้น เพื่อใช้เป็นเส้นทางขนส่งทหารและยุทโธปกรณ์ ผลพวงจากการเกิดขึ้นของถนนสุขุมวิทนั้น ทำให้การขนส่ง
ทางน้ำลดความสำคัญลงอย่างมาก เพราะประชาชนหันมาใช้การขนส่งทางบกแทน โดยย่านการค้าธุรกิจการค้าและการขนส่งที่สำคัญของเมือง
ระยองในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ก็คือบริเวณ “ถนนยมจินดา”  ต่อมาประมาณปี พ.ศ.2514 นักธุรกิจโรงงานน้ำตาลและโรงแรม
ในสมัยนั้น (คนท้องถิ่นรู้จักในนามเสี่ยกัง) ได้เข้ามาลงทุนทำศูนย์การค้า “สตาร์พลาซ่า” ขณะเดียวกันพลอากาศเอกทวี จุลทรัพย์ ซึ่งเป็น
รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม ได้สั่งการให้ย้ายท่ารถโดยสารออกมาตั้งที่ศูนย์การค้าแห่งนี้ด้วย ทำให้ย่านการค้าเดิมที่ถนนยมจินดาซบเซาลงไป
อย่างช้าๆ พ่อค้าแม่ค้าเริ่มทยอยย้ายตามกันออกมาทำมาค้าขายที่ศูนย์การค้าแห่งนี้ จนกลายเป็นย่านเศรษฐกิจแห่งใหม่ของเมืองระยอง
ช่วงเวลาเดียวกันนั้น ได้เกิดสงครามเวียดนาม รัฐบาลไทยได้อนุญาตให้สหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้งฐานทัพทางอากาศและท่าเทียบเรือบรรทุก
ขนาดใหญ่  สำหรับขนถ่ายอาวุธยุทโธปกรณ์ในประเทศไทย ทำให้เกิดมีการก่อสร้างขนาดใหญ่  ทั้งสนามบินและท่าเรือน้ำลึก
ส่งผลให้เศรษฐกิจในย่านนี้ รวมทั้งเมืองระยองขยายตัวขึ้นไปด้วย  ต่อมานับแต่ช่วงปีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 5 เป็นต้นมา รัฐบาล
ได้กำหนดให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกรวมทั้งจังหวัดระยองเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมหนักและท่าเรือน้ำลึก เพื่อขนถ่ายสินค้า ทำให้
มีแรงงานจากภาคเกษตรกรรมจำนวนมากเข้ามาเป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรม  ผลพวงที่สืบเนื่องมาจากการพัฒนาอุตสาหกรรมและการพัฒนา
ทางเศรษฐกิจอย่างรีบเร่งของเมืองระยองในช่วงที่ผ่านมา ทำให้สภาพทางสังคมเศรษฐกิจของเมืองระยองในปัจจุบันมีลักษณะผสมผสาน
ระหว่างวิถีชีวิตแบบชนบท และความเป็นเมืองใหม่ ทั้งนี้มีความสัมพันธ์กับลักษณะทางกายภาพและที่ตั้งของเมืองแต่ละชุมชนดังนี้

  • พื้นที่บริเวณชานเมือง ได้แก่ บริเวณชุมชนเกาะกลอยบางส่วนของชุมชนพูนไฉ่ บางส่วน
    ของชุมชนสองพี่น้อง บางส่วนของชุมชนก้นปึกและบางส่วนของชุมชนทุ่งโตนดเนินพระ เป็นพื้นที่ที่มีประชากรอาศัยอยู่ไม่หนาแน่นมากนัก
    บริเวณแถบนี้  ในอดีตเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่สำคัญของเมือง แต่ในปัจจุบันวิถีชีวิตของชุมชน มีการปรับเปลี่ยนจากสังคมเศรษฐกิจแบบ
    เกษตรกรรมมาสู่เศรษฐกิจการค้าและบริการเป็นหลัก โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญก็คือ ธุรกิจที่พักอาศัย บ้านเช่าและร้านค้าสำหรับ
    บริการแรงงานจากต่างถิ่น ที่เข้ามาพักอาศัยในจังหวัดระยอง อย่างไรก็ตามในพื้นที่แถบนี้ก็ยังพบการทำเกษตรกรรมอยู่บ้างประปราย
    เช่น สวนพุทรา ผักสวนครัว และปศุสัตว์  ในอนาคตพื้นที่แถบนี้กำลังเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินจากพื้นที่เกษตรกรรมไปสู่ที่พัก
    อาศัย ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมติดตามมา โดยเฉพาะปัญหาการระบายน้ำในยามที่เกิดฝนตกหนัก เนื่องจากพื้นที่ที่เคยเป็น
    หนองน้ำ และแหล่งรองรับน้ำได้ถูกถม และปรับพื้นที่จนหมด
  • พื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจของเมือง  (downtown)
    เทศบาลนครระยอง มีพื้นที่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของเมืองที่สำคัญอยู่ 2 บริเวณก็คือ
    1) บริเวณสองฟากฝั่งของถนนสุขุมวิทและพื้นที่ใกล้เคียง
    2) พื้นที่บริเวณถนนอารีย์ราษฎร์และถนนสมุทรคงคา

1.พื้นที่บริเวณริมถนนสุขุมวิทและพื้นที่ใกล้เคียง อันได้แก่ ถนนยมจินดา ถนนบำรุงราษฎร์ ถนนตากสินและถนนจันทอุดม
เป็นย่านที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญของย่านนี้ก็คือ เป็นย่านศูนย์กลางการค้า เป็นศูนย์กลางการขนส่ง
ธุรกิจการเงิน โรงแรม และธุรกิจบริการของเมือง อย่างไรก็ตามศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของเทศบาลนครระยอง มีแนวโน้มที่จะขยายตัวขึ้นไป
ทางทิศเหนือตามเส้นทางของถนนจันทอุดม เนื่องจากจะเป็นพื้นที่ที่มีประชากรเข้ามาอยู่อาศัยอย่างหนาแน่นในอนาคต นอกจากความเป็นศูนย์
กลางด้านการค้าและภาคบริการแล้ว ยังพบว่าพื้นที่โดยรอบของย่านนี้เป็นที่พักอาศัยของประชากรแฝงที่มาจากต่างถิ่น ประชากรกลุ่มนี้ส่วนใหญ่
ประกอบอาชีพหาบเร่ แผงลอยและแรงงานรับจ้างทั่วไป การที่ประชาชนเหล่านี้ เลือกที่จะพักอาศัยอยู่บริเวณขอบของ downtown เนื่องจาก
อยู่ใกล้แหล่งประกอบอาชีพและมีความสะดวกในการเดินทางออกมาประกอบอาชีพ ประชาชนกลุ่มนี้มักจะมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องเป็นเครือญาติ
กันหรือเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันที่ชักชวนกันทำมาหากินที่นี่ จากการคาดการณ์ในปัจจุบันพบว่าจำนวนประชากรจากต่างถิ่น มีจำนวนใกล้เคียง
กับจำนวนประชากรที่เป็นคนท้องถิ่นพื้นเพเดิมของเทศบาลนครระยอง ดังนั้นหากมองในแง่เศรษฐกิจแล้วประชากรกลุ่มนี้นับว่ามีบทบาทที่สำคัญ
ต่อการเคลื่อนตัวของระบบเศรษฐกิจเมืองระยอง ในขณะที่หากมองในทางสังคมประชากรกลุ่มนี้ แม้จะมีจิตวิญญาณและวัฒนธรรมดั้งเดิม
ของตัวเองอยู่ แต่ก็สามารถปรับตัวเองเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างกลมกลืน

2. บริเวณถนนอารีย์ราษฎร์และถนนสมุทรคงคา พื้นที่ย่านนี้เป็นศูนย์กลางของสังคมเศรษฐกิจชาวประมงพื้นบ้านและอุตสาหกรรมประมง
ซึ่งเป็นเศรษฐกิจหลักที่มีความสำคัญมาแต่อดีตและยังคงความสำคัญอยู่ทุกวันนี้ โดยจะพบว่ามีประชาชนในชุมชนต่างๆที่ประกอบอาชีพประมง
ดังนี้คือชุมชนสมุทรเจดีย์ ชุมชนปากน้ำ1 ชุมชนปากน้ำ2 ชุมชนสัมฤทธิ์  ชุมชนมุสลิมปากคลอง ชุมชนบ้านปากคลอง ชุมชนก้นปึกและชุมชน
แหลมรุ่งเรือง จากข้อมูลการสำรวจภาคสนามและจากเอกสาร พบว่าพื้นที่บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของท่าเทียบเรือ 3 แห่ง โรงงานน้ำปลา 30 แห่ง
และกิจการห้องเย็น 4 แห่ง มีครัวเรือนประมงพื้นบ้านขนาดเล็กและครัวเรือนที่เป็นแรงงานในภาคประมง ไม่น้อยกว่า 1,500 ครัวเรือน นอกจากนี้
แล้วด้วยความที่เป็นแหล่งของประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ทำให้ย่านนี้เป็นที่พักอาศัยของแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมาก ซึ่งมี
ทั้งที่เป็นแรงงานถูกกฎหมายและแรงงานที่ผิดกฎหมาย  ปัจจุบันปัญหาแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย นับเป็นปัญหาที่สำคัญ เนื่องจากได้ส่งผล
กระทบต่อการจ้างแรงงานท้องถิ่น กล่าวคือ แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ที่ลักลอบเข้ามาทำงาน จะมีค่าแรงที่ถูกมาก ทำให้แรงงานท้องถิ่นเดิม
ถูกกดค่าแรงและได้รับค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรมนอกจากเป็นศูนย์กลางทางด้านประมงแล้ว พื้นที่ย่านนี้ นับว่าเป็นแหล่งบริการร้านอาหารทะเลและที่
พักผ่อนหย่อนใจที่สำคัญของเมือง  โดยจะพบร้านอาหารที่มีชื่อเสียงของเมืองระยองหลายร้านได้ตั้งอยู่ที่นี่ ซึ่งนับว่าเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมทาง
เศรษฐกิจที่สำคัญของเมืองระยอง

[1] โปรดดูเพิ่มเติมใน  ศรีจักร วัลลิโภดม “อารยธรรมฝั่งทะเลตะวันออก”
[2] นายแพทย์สุโข อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลระยอง ผู้อาวุโสของเมืองระยอง